ฟอร์ม (Form) เป็นเครื่องมือที่ใช้รับข้อมูลจากผู้ใช้เข้าสู่ระบบ แล้วนำไปประมวลผลยังเครื่องแม่ข่าย ซึ่งเป็นผู้ให้บริการของเว็บไซต์นั้นอีกครั้งหนึ่ง องค์ประกอบของฟอร์มมีหลายชนิด เช่น Text Box, Checkbox, Radio Buttons และ Drop-down List เป็นต้น ด้วยองค์ประกอบที่หลากหลายของฟอร์ม ผู้ออกแบบจึงต้องให้ความสำคัญต่อการเลือกใช้ และจัดวางองค์ประกอบเหล่านี้เข้าไว้ด้วยกันภายในพื้นที่การใช้งานที่จำกัด
เมื่อ เริ่มต้นออกแบบฟอร์ม สิ่งแรกที่ผู้ออกแบบต้องคำนึงถึง คือ ภายในฟอร์มควรประกอบด้วยข้อมูลใดบ้าง และข้อมูลแต่ะชนิดควรอยู่ในรูปแบบใด ขั้นตอนนี้จะเป็นกระบวนการที่ผู้ออกแบบต้องเลือกใช้องค์ประกอบของฟอร์มชนิด ต่างๆ เข้ามาช่วยกำหนดส่วนอินเทอร์เฟสบนหน้าเว็บ ซึ่งหากผู้อ่านลองสังเกตแบบฟอร์มบนหน้าเว็บจะพบว่า ส่วนมากจะมีลักษณะทีคล้ายกัน และไม่แตกต่างจากแบบฟอร์มที่อยู่ในรูปแบบเอกสารมากนัก ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการให้ผู้ใช้รู้สึกคุ้นเคยกับรูปแบบอินเทอร์เฟสของฟอร์ มบนกระดาษที่เคยใช้งานในชีวิตประจำวัน และอาศัยประสบการณ์จากส่วนนั้นมาเรียนรู้วิธีการใช้งานฟอร์มบนเว็บได้รวด เร็วขึ้นด้วย
สำหรับองค์ประกอบของฟอร์มบนเว็บที่นิยมใช้งาน มีดังนี้
ช่องป้อนข้อมูล (Text Field หรือ Text Box)
เป็นส่วนประกอบสำหรับรับข้อมูลแบบอิสระ (Free Foem Information) กล่าวคือ ผู้ใช้สามารถป้อนข้อมูลด้วยคำบรรยายรูปแบบใดก็ได้ (ทั้งตัวอักษรและตัวเลข) ภายใต้ชื่อหัวเรื่องที่ผู้ออกแบบกำหนดไว้ ตัวอย่างข้อมูลที่ใช้การออกแบบด้วยองค์ประกอบนี้ เช่น ชื่อ นาสกุล หรือที่อยู่ เป็นต้น การออกแบบด้วยช่องป้อนข้อมูลมีข้อเสีย คือ ผู้ออกแบบไม่สามารถควบคุมรายละเอียดข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อนได้ ดังนั้นโอกาสที่จะได้ข้อมูลไม่ครบหรือไม่ตรงตามที่ต้องการจึงมีสูง
อย่างไรก็ตามช่องป้อนข้อมูลก็ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ถูกนำมาใช้งานมาก ที่สุด ด้วยความง่ายต่อการใช้งาน และเป็นองค์ประกอบที่เหมาะสำหรับงานที่ต้องรับข้อมูลโดยตรง ซึ่งหลักการออกแบบเว็บโดยเลือกใช้ช่องป้อนข้อมูลมีดังนี้
ชนิดข้อมูลที่ควรใช้ในการออกแบบ ข้อมูลที่ควรใช้ช่องป้อนข้อมูลในการออกแบบ สามารถจแนกออกเป็น 3 ลักษณะ คือ
- ข้อมูลทั่วไปที่ไม่สามารถระบุหรือคาดเดารายละเอียดได้ เช่น ชื่อ นามสกุล หรือประสบการณ์ในการทำงาน เป็นต้น ข้อมูลลักษณะนี้มักจะมีความแตกต่างกันสูง ผู้ออกแบบจึงไม่สามารถสร้างเป็นรายการตัวเลือกให้ผู้ใช้ได้
- ข้อมูลที่ใช้เพื่อแสดงค่าเท่านั้น (ผู้ใช้ไม่สามารถป้อนข้อมูลได้) มักจะเป็นผลที่ได้จากการคำนวณ หรือเป็นค่าของระบบที่ต้องป้องกันไว้
- รหัสผ่าน เป็นข้อมูลจำเพาะที่ต้องใช้งานควบคู่กับช่องป้อนข้อมูลเสมอ
กำหนดพื้นที่สำหรับแสดงช่องป้อนข้อมูลที่ชัดเจน ในฟอร์มมักประกอบด้วยช่องป้อนข้อมูลมากกว่า 1 รายการ ดังนั้นเพื่อให้หน้าฟอร์มเป็นระเบียบ ง่ายต่อการอ่านและป้อนข้อมูล จึงควรจัดกลุ่มโดยใช้การสร้าง Fieldset หรือการสร้างเฟรมให้กับองค์ประกอบในฟอร์ม
สร้างความแตกต่างให้กับช่องป้อนข้อมูล โดยสร้างกรอบหรือใส่สีพื้นหลังของช่องป้อนข้อมูล ให้แตกต่างจากสีพื้นหลังของเว็บเพจ เพื่อป้องกันไม่ให้สีพื้นหลังกลืนกับสีของช่องป้อนข้อมูล
กำหนดเคอร์เซอร์ที่ช่องป้อนข้อมูล เพื่อสะดวกต่อการใช้งาน ในครั้งแรกที่มีการดาวน์โหลดหน้าเว็บเพจขึ้นมา ควรกำหนดให้แสดงเครื่องหมายเคอร์เซอร์ที่ช่องป้อนข้อมูลช่องแรก (ตามลำดับการป้อนข้อมูล) ยกตัวอย่างเช่น ในเว็บที่ให้บริการรับส่งอีเมลล์ ผู้ใช้ส่วนมากจะเข้ามายังหน้าเว็บเพื่อต้องการล็อกอินเข้าสู่ระบบเป็นอันดับ แรก ดังนั้นจึงกำหนดให้แสดงเคอร์เซอร์ที่ช่อง User Name เมื่อหน้าเว็บถูกเปิดขึ้นมาครั้งแรก
กำหนดค่าเริ่มต้นให้กับช่องป้อนข้อมูล ค่าเริ่มต้นของช่องป้อนข้อมูลควรเป็นค่าว่าง ยกเว้นกรณีที่เป็นการป้อนข้อมูลตัวเลข สามารถกำหนดค่าเริ่มต้นให้เป็นค่าที่ผู้ใช้ส่วนมากนิยมป้อนข้อมูลก็ได้
กำหนดคำอธิบายข้อมูล เพื่อชี้ความแตกต่างระหว่างช่องป้อนข้อมูลแต่ละอัน โดยออกแบบให้คำอธิบายข้อมูลมีความเรียบง่าย ไม่โดดเด่นเกินไป
กำหนดขนาดของช่องป้อนข้อมูล ขนาดของช่องป้อนข้อมูลจะแตกต่างกันตามลักษณะข้อมูลที่ป้อน ซึ่งขนาดช่องป้อนข้อมูลโดยมาตรฐานสามารถใส่อักขระได้ 27-45 ตัว อย่างไรก็ตาม ผู้ออกแบบสามารถใช้หลักการเก็บข้อมูลของช่องว่างป้อนข้อมูลแต่ละประเภท เช่น ช่องป้อนข้อมูล “ชื่อ” เพื่อสำรวจว่าตัวอักขระที่มีมากที่สุดคือเท่าใด แล้วนำมากำหนดเป็นขนาดมาตรฐานบนหน้าเว็บของบริษัทได้
ตำแหน่งของข้อมูลที่แสดงผล ผู้ออกแบบไม่ควรกำหนดตำแหน่งของข้อมูลที่แสดงผลในช่องป้อนข้อมูลไว้ตายตัว เช่น ให้ข้อมูลอยู่ชิดด้านขวามือเสมอ เพราะข้อมูลบางชนิดไม่เหมาะกับรูปแบบดังกล่าว แต่หากต้องการกำหนด ในที่นี้ขอแนะนำให้พิจารณาตำแหน่งข้อมูลตามชนิดข้อมูล ดังนี้
- ข้อมูลที่เป็นตัวอักษร ควรจัดตำแหน่งข้อมูลให้ชิดซ้าย
- ข้อมูลที่เป็นตัวเลข ควรจัดตำแหน่งข้อมูลให้ชิดขวา
กำหนดค่าดัชนีแท็บ (Tabindex) เป็นการสร้างหมายเลขนำทางไว้ที่ช่องป้อนข้อมูลแต่ละรายการ โดยผู้ใช้สามารถกดที่ปุ่มแท็บ (Tab Key) บนแป้นพิมพ์ เพื่อเลื่อนเคอร์เซอร์ไปยังช่องรายการต่างๆตามลำดับหมายเลขที่ผู้ออกแบบ กำหนดให้กับช่องป้อนข้อมูลนั้น ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ไม่ต้องเสียเวลาเลื่อนเมาส์ไปชี้ที่ ช่องป้อนข้อมูลแต่ละรายการเมื่อต้องการป้อนข้อมูล
คำอธิบายข้อมูล (Label)
เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ใช้งานคู่กับช่องป้อนข้อมูล โดยจะช่วยบอกความแตกต่างของช่องป้อนข้อมูลแต่ละรายการและยังบอกลักษณะของ ข้อมูลที่ผู้ใช้ต้องป้อนลงในช่องป้อนข้อมูลด้วย โดยหลักการออกแบบ
คำอธิบายข้อมูลบนฟอร์มที่สำคัญมีดังนี้
ตำแหน่งของการจัดวางคำอธิบายข้อมูล คำอธิบายข้อมูลในที่นี้ขอแนะนำว่า ควรจัดให้อยู่ในตำแหน่งด้านซ้ายของหน้าเว็บ เพื่อความสะดวกในการอ่านและเป็นรูปแบบมาตรฐาน (ยกเว้น ฟอร์มที่เขียนในรูปแบบภาษาต่างๆ ซึ่งมีลักษณะของทิศทางการอ่านที่ต่างกัน สามารถจัดตำแหน่งของคำอธิบายให้อยู่ทางด้านบนของช่องป้อนข้อมูลได้)
นอกจากตำแหน่งข้อมูลที่กำหนดให้อยู่ทางด้านซ้ายแล้ว ยังต้องพิจารณาด้วยว่า จะกำหนดให้เริ่มต้นแสดงข้อความโดยชิดด้านใด เช่น ชิดทางด้านซ้ายของหน้าเว็บเพจ หรืออยู่ชิดทางขวา (ชิดด้านหน้าของช่องป้อนข้อมูล)
การจัดตำแหน่งข้อความให้ชิดด้านซ้าย มีข้อดี คือ มุมมองข้อมูลจะเป็นระเบียบ การอ่านหรือค้นหาข้อมูลทำได้ง่ายจึงเป็นที่นิยมใช้งานมากกว่า ในขณะที่ถ้าเป็นการจัดตำแหน่งข้อมูลให้อยู่ชิดด้านขวา มุมมองข้อมูลจะเปลี่ยนไม่เป็นระเบียบ เพราะความยาวของข้อความไม่เท่ากัน การค้นหาข้อมูลจึงลำบาก อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งข้อมูลชิดขวาจะนำมาใช้ในกรณีที่คำอธิบายข้อมูลแต่ละรายการมีความยาว ต่างกันมาก ถ้าจัดให้อยู่ชิดซ้ายก็จะเกิดช่องว่างระหว่างข้อความกับช่องป้อนข้อมูลบาง รายการที่ห่างกันเกินไป
หมายเหตุ ควรใส่เรื่องหมาย “โคลอน (:)” หลังคำอธิบายข้อความทุกครั้ง เพราะเว็บบราวเซอร์ที่ใช้การเปล่งเสียง จะเข้าใจการแยกข้อมูลระหว่างคำอธิบายข้อความและช่องป้อนข้อมูล เมื่อพบเครื่องหมายดังกล่าว
การกรอกข้อมูลที่สำคัญ ในบางเว็บไซต์อาจให้ผู้ใช้กรอกข้อมูลในฟอร์ม ซึ่งมีปริมาณมากเกินไป จนทำให้ผู้ใช้เบื่อหน่าย ข้ามการกรอกข้อมูลที่สำคัญบางส่วนไป ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาการกรอกข้อมูลไม่ครบ ผู้ออกแบบสามารถกำหนดให้ผู้ใช้กรอกข้อมูลเฉพาะที่จำเป็นต่อระบบได้ โดยใส่เครื่องหมาย * ที่คำอธิบายข้อความของช่องป้อนข้อมูลนั้น หรือใช้การเน้นข้อความด้วยอักษรตัวหนา ตัวเอียง ขีดเส้นใต้ที่คำอธิบายแทน ผู้ใช้ก็จะสามารถเข้าใจได้ ซึ่งปัจจุบันการกำหนดสัญลักษณ์ดังกล่าวเป็นรูปแบบมาตรฐานที่มีผู้ใช้งานทั่ว ไป
Drop-down List
เป็นการนำเสนอตัวเลือกข้อมูลหลายตัวเลือกให้กับผู้ใช้ โดยผู้ใช้ไม่ต้องพิมพ์ข้อความใดๆ เพียงแค่เลือกรายการจากตัวเลือกออกมารายการเดียวเท่านั้น เมนู Drop-down List มีข้อดี คือ ช่วยประหยัดพื้นที่การแสดงผล กรณีที่มีตัวเลือกให้ผู้ใช้จำนวนมาก โดยรายการตัวเลือกใน Drop-down List จะถูกซ่อนไว้จนกว่าผู้ใช้จะคลิกที่เครื่องหมายลูกศรด้านข้าง ก็จะแสดงรายการตัวเลือกออกมา
ข้อเสียของ Drop-down List คือ ไม่สามารถเลือกรายการได้มากกว่า 1 ตัวเลือก และผู้ใช้ไม่สามารถเพิ่มรายการอื่นที่นอกเหนือจาก Drop-down List กำหนดมาให้ได้ รวมทั้งกรณีที่มีรายการตัวเลือกมาก การรับชมข้อมูลจะทำได้ค่อนข้างยาก ดังนั้นหากต้องการออกแบบหน้าเว็บโดยใช้ Drop-down List ควรพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้
นิดของข้อมูลที่เหมาะสม Drop-down List เหมาะสมสำหรับข้อมูลที่มีโครงสร้างหรือขอบเขตที่แน่นอน เช่น ชื่อจังหวัด ชื่อประเทศ ชื่อเดือน หรือชื่อวัน เป็นต้น ข้อมูลชนิดนี้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ดังนั้นสามารถจัดเก็บลงฐานข้อมูลและเรียกใช้ได้เสมอ อย่างไรก็ตามทุกครั้งก่อนที่จะบันทึกข้อมูลลงในฐานข้อมูลควรตรวจสอบความถูก ต้อง เช่น การสะกดคำ หรือการจัดเรียงลำดับข้อมูลตามตัวอักษรด้วย เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่ทำให้ผู้ใช้หารายการดังกล่าวไม่พบ
การกำหนดค่าเริ่มต้นของข้อมูล ผูยความสะดวกให้กับผู้ชมได้ โดยกำหนดค่าเริ่มต้นของ Drop-down Listในสถานะปกติ ตามค่ามาตรฐานที่ใช้กันของกลุ่มผู้ใช้ขณะนั้น เช่น Drop-down List ของชื่อประเทศสามารถใช้เกณฑ์กำหนดจากประเทศผู้ใช้เป็นหลัก กล่าวคือ ถ้าเป็นการเปิดหน้าเว็บที่ประเทศไทย ค่าเริ่มต้นควรแสดงเป็นชื่อ “ประเทศไทย” หรือ “Thailand” แต่เมื่อเปิดหน้าเว็บที่ประเทศอังกฤษ ค่าเริ่มต้นก็เปลี่ยนเป็น “England” หรือ “US Kingdom” เป็นต้น
กำหนดเครื่องมือช่วยเหลือผู้ใช้ เมื่อมีรายการตัวเลือกหลายชนิด การค้นหาข้อมูลโดยเลื่อนรับชมทีละรายการย่อมเป็นการเสียเวลาและโอกาสผิดพลาด ที่จะหาข้อมูลไม่พบมีสูง ดังนั้นผู้ออกแบบสามารถสร้างเครื่องมือช่วยเหลือผู้ใช้ เช่น หากผู้ใช้พิมพ์พยัญชนะขึ้นมา 1 ตัว ก็ให้แสดงรายการตัวเลือกที่มีอักษรตัวแรกตรงกับพยัญชนะตัวดังกล่าวขึ้นมา เป็นต้น
Checkbox
เป็นการนำเสนอตัวเลือกข้อมูลหลายตัวเลือกเช่นเดียวกับ Drop-down list แต่ต่างกันตรงที่ Checkbox จะแสดงรายการตัวเลือกทั้งหมดให้ผู้ใช้เห็น และผู้ใช้สามารถเลือกรายการที่ต้องการได้มากกว่า 1 รายการ โดยรูปแบบของ Checkbox ที่ผู้อ่านพบเห็นบ่อยครั้ง คือ เป็นกล่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก หากผู้ใช้ต้องการรายการใดก็สามารถคลิกที่กล่องสี่เหลี่ยมหน้ารายยการนั้น (จะแสดงเครื่องหมายถูก (P) ที่กล่อง) แต่ถ้าไม่ต้องการก็ยกเลิกโดยการคลิกซ้ำเพื่อเอาเครื่องหมายดังกล่าวออก
Checkbox มีข้อจำกัดในการแสดงผล กรณีที่พื้นที่การแสดงผลมีน้อยแต่มีรายการตัวเลือกมาก ดังนั้น Checkbox จึงเหมาะสำหรับการแสดงตัวเลือกข้อมูลที่มีจำนวนไม่มากนัก (ประมาณ 2-5 ตัวเลือก) โดยหลักการออกแบบ Checkbox ที่สำคัญมีดังนี้
- จัดกลุ่มพื้นที่ข้อมูลของ Checkbox เมื่อมีรายการตัวเลือกมากกว่า 2 รายการขึ้นไป ควรจัดกลุ่มพื้นที่ข้อมูลให้กับ Checkbox เพื่อไม่ให้ผู้ใช้เกิดความสับสน หรือมองข้ามรายการตัวเลือกตัวใดไป
- การกำหนดค่าให้กับ Checkbox ค่าของ Checkbox ส่วนมากมักแบ่งออกเป็น 2 ค่า โดยอัตโนมัติ กล่าวคือ ตกลงใช้งาน(เมื่อคลิกเลือก) และยกเลิกการใช้งาน (เมื่อไม่ได้คลิกเลือก) ดังนั้นในกรณีที่มีเพียงเงื่อนไขเดียวให้พิจารณาต้องระวังการออกแบบที่สร้าง ความสับสน
- ตัวอย่างข้างต้นมีข้อระวังในการออกแบบที่สำคัญ คือ การกำหนดคำอธิบายที่ขัดแย้งกับการทำงานของ Checkbox เช่น กำหนดอธิบายคำว่า “ไม่” ซึ่งในความเป็นจริงหากผู้ใช้ไม่คลิกเลือกที่กล่องสี่เหลี่ยมข้างคำอธิบาย ก็หมายถึงการปฏิเสธเช่นเดียวกัน
Radio Button
เป็นการนำเสนอตัวเลือกข้อมูลเช่นเดียวกับ Checkbox ซึ่งลักษณะการใช้งานก็คล้ายคลึงกัน แต่ต่างกันตรงที่ Radio Button (ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปวงกลมขนาดเล็ก) สามารถเลือกได้เพียงตัวเลือกเดียวเท่านั้น และมักนำมาใช้เพื่อกำหนดคุณสมบัติ (Option) ต่างๆ ในขณะที่ Checkbox สามารถเลือกได้มากกว่า 1 ตัวเลือก และมักใช้กับงานที่ต้องตัดสินใจระหว่าง 2 เงื่อนไข คือ ใช่หรือไม่
หมายเหตุ Radio Button จะต้องมีการเลือกค่าในรายการตัวเลือกของ Radio Button เสมอ (ไม่สามารถปล่อยให้ค่าในสัญลักษณ์วงกลมของ Radio Button ว่างได้) ในขณะที่ Checkbox ผู้ใช้อาจจะไม่เลือกค่าใดๆจากรายการตัวเลือกทั้งหมดเลยก็ได้
บ่อยครั้งที่ผู้อ่านจะพบว่า Radio Button ถูกนำมาใช้แทนที่ Checkbox ซึ่งเมื่อพิจารณาจากชนิดข้อมูลแล้ว สามารถใช้งานแทนกันได้ อย่างไรก็ตามหากต้องการเลือกการใช้งาน Radio Button ต้องคำนึงถึงหลักการออกแบบที่สำคัญ ดังนี้
จัดกลุ่มพื้นที่ข้อมูลของ Radio Button เมื่อมีรายการตัวเลือกมากกว่า 2 รายการขึ้นไป ควรจัดกลุ่มพื้นที่ข้อมูลให้กับ Radio Button เพื่อไม่ให้ผู้ใช้เกิดความสับสน หรือมองข้ามรายการตัวเลือกตัวใดไป นอกจากนี้ไม่ควรกำหนดให้รายการตัวเลือกใน Radio Button เกินกว่า 7 รายการ เพราะจะทำให้ยากต่อการรับชมข้อมูล
การกำหนดค่าให้กับ Radio Button ค่าใน Radio Button จำเป็นต้องมีการเลือกเสมอ ดังนั้นกรณีที่มีเงื่อนไขเดียวให้พิจารณา จะไม่สามารถสร้างทางเลือกภายใต้คำอธิบายข้อมูลเพียงรายการเดียวเหมือนกับ Checkbox ได้
กำหนดทางเลือกอื่นๆ เมื่อพบว่าตัวเลือกข้อมูลยังไม่ครอบคลุมรายการตัวเลือกของผู้ใช้ได้ทั้งหมด ผู้ออกแบบสามารถสร้างตัวเลือก “อื่นๆ” ให้กับผู้ใช้ได้ โดยอาจเพิ่มช่องป้อนข้อมูลเพื่อให้ผู้ใช้กรอกข้อมูลเพิ่มเติม หรือหากข้อมูลที่เพิ่มเติมเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญน้อย ก็ไม่จำเป็นต้องสร้างช่องป้อนข้อมูลดังกล่าวได้
Button
ปุ่ม (Button) เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อยืนยันการส่งค่าหรือทำงานตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ โดยมากการออกแบบเว็บเพจจะใช้ปุ่มเพื่อทำงาน 3 ลักษณะ คือ ยืนยันการรับ-ส่งข้อมูล บันทึกข้อมูล และปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ โดยผู้ออกแบบจะกำหนดปุ่มเครื่องมือเป็นทางเลือกให้กับผู้ใช้ ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกค่าการทำงานได้เพียงปุ่มเดียวเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น การส่งข้อมูลตามแบบฟอร์มที่ผู้ใช้ป้อน กำหนดค่าปุ่มให้เป็น “ตกลง” หรือ “ยกเลิก”ลักษณะเช่นนี้ ผู้ใช้จะสามารถเลือกได้เพียงค่าเดียวเท่านั้น
ถึงแม้ว่าปุ่มจะเป็นเครื่องมือที่มีการใช้งานไม่ซับซ้อน แต่ก็ยังมีผู้ออกแบบจำนวนมากที่เกิดความสับสนระหว่างการทำงานของปุ่มและ ลิงค์ ดังนั้นหากต้องการเลือกใช้ปุ่มจึงควรพิจารณาหลักการออกแบบ ดังนี้
ความแตกต่างระหว่างปุ่มและลิงค์ ปุ่มใช้กับงานที่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ส่วนลิงค์เหมาะสำหรับงานที่ต้องการกระโดดไปยังหน้าเว็บส่วนอื่น หรือเพื่อรับชมข้อมูลอื่นต่อไป
ขนาดของปุ่ม กรณีที่ชื่อปุ่มมีความยาวไม่ต่างกันมากนัก ควรกำหนดขนาดของปุ่มให้เป็นขนาดเดียวกันตลอดทั้งหน้าเว็บ (กำหนดจากชื่อที่ปุ่มมีความยาวมากที่สุด) ยกเว้นกรณีที่ชื่อปุ่มบนหน้าเว็บมีความยาวแตกต่างกันมากและมีจำนวนหลายปุ่ม ลักษณะนี้สามารถแบ่งปุ่มออกเป็น 2 ขนาดได้
ตำแหน่งของปุ่ม ควรจัดตำแหน่งของปุ่มให้แยกออกจากส่วนเครื่องมืออื่น ๆ แต่อยู่ในพื้นที่หรือขอบเขตข้อมูลที่เรียกใช้การทำงานของปุ่มนั้นน ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้หาปุ่มเครื่องมือไม่พบ หรือสับสนว่าเป็นปุ่มที่ใช้กับข้อมูลใด
หมายเหตุ ควรระวังการออกแบบปุ่ม “Clear” หรือ “Reset” เพื่อเริ่มต้นการป้อนข้อมูลสำหรับผู้ใช้คนใหม่ เพราะในบางครั้ง หากผู้ใช้กดปุ่มผิด เช่น กดปุ่ม “Save” เป็น “Clear” ข้อมูลที่ป้อนจะถูกลบออกทั้งหมด จึงต้องเสียเวลาป้อนข้อมูลใหม่ ดังนั้นจึงควรกำหนดให้โปรแกรมลบข้อมูลเองอัตโนมัติ เมื่อผู้ใช้ส่งข้อมูลไปประมวลผลที่เครื่องแม่ข่ายแล้วแทนการกำหนดปุ่ม “Clear” และ “Reset
บนหน้าเว็บที่มีความยาวข้อมูลมาก อาจแสดงแถบปุ่มเครื่องมือซ้ำอีกครั้งได้ โดยแสดงแถบปุ่มเครื่องมือด้านบนและด้านล่างของหน้าเว็บ เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับผู้ใช้ไม่ต้องคลิกเลื่อน Scroll Bar ขึ้นไปใช้งานแถบเครื่องมือด้านบนอีก
รูปแบบของปุ่ม ควรใช้ปุ่มเครื่องมือที่เป็นรูปแบบมาตรฐาน เพราะผู้ใช้จะเข้าใจการทำงานได้โดยอัตโนมัติ และไม่ต้องเสียเวลาค้นหา ในทางกลับกันควรระวังการสร้างข้อความเชื่อมโยงที่ใช้ภาพกราฟฟิก ซึ่งมีลักษณะคล้ายรูปปุ่มกด อาจทำให้ผู้ใช้สับสนได้